ความรู้เท่าหางอึ่ง ดั้นนน..ทะลึ่ง!! อยากจะเขียน (5)
ตอนที่ 5 เรื่องเล่าจากเด็กอนุบาล 1/5
เราจัดกระเป๋า เก็บของใส่ถุง ถือพะรุงพะรัง
เอากุญแจไปคืนที่ศาลานวราช และเดินออกจากวัดเพื่อไปรอขึ้นรถ
เอ๊ะ ... หิวจัง อืมม์ ... แวะกินข้าวหน้าวัดก่อนดีกว่า
สั่งข้าวมา 1 จาน อร่อยดี...
แม่ค้าก็น่ารักดี คุยกันถูกคอ
แม่ค้าสาวชาวมอญ ให้ของเรามาหอบใหญ่
เราขอบอกขอบใจ และเดินจากมา พร้อมกับหิ้วของมากมาย
เดิน เดิน ...เดิน เอ๊ะ ไหง ..วนกลับมาที่เก่า
ลองเดินใหม่ ... เหมือนเดิม ...เอ๊ะ ... ยังไง
กลับมาหน้าโบสถ์อีกแล้ว
นึกได้ว่า เรามีโทรศัพท์ที่ถ่ายรูปได้
ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกดีกว่า ... แช๊ะ
รูปจากหน้าจอมือถือ เป็นรูปเงารางๆ อยู่หน้าโบสถ์
เฮ้ย... งง สงสัยพลาด ถ่ายใหม่อีกที ... แช๊ะ
จ๊ากกกกกกกกกกกกก ... รูปอะไรเนี่ย
มันเป็นรูปเด็กผู้ชายคนนึง และมีเงาสีขาวรางๆ
เวียนวนอยู่รอบ ซึ่งมันไม่มีตัวตนจริงอยู่ข้างหน้าเราเลย
เฮ้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยย ... ซัตเตอร์ กดติดวิญญาณณณณณณณณ
เรากลัวมาก เพราะหลังจากนั้น
มือถือก็เริ่มถ่ายรูปวิญญาณอื่นๆ ออกมาให้เราดูอีก
ไม่ไหวเรา ... เรานึกในใจ ........ ต้องหาคนช่วย
แว่บแรก ....นึกถึง ท่านเจ้าอาวาส
วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง .... ไปหาเจ้าอาวาส
วิ่งมาถึงที่ไหนก็ไม่รู้ แต่รู้ว่า เจ้าอาวาสอยู่ที่นี่แน่ๆ
“ จะพบเจ้าอาวาสต้องลงชื่อที่นี่ก่อนนะ” คนที่เฝ้าหน้าประตูร้องบอก
ไม่รอแล้วววว เจ้าอาวาสอยู่หนายยยยยยยยยยย ...ช่วยหนูด้วย
เราไม่ฟังอะไรอีก พุ่งพรวดเข้าไปเลย
ข้าวของที่หอบมา ก้อแทบปลิวตามไปด้วย
“ ช่วยหนูด้วยค่ะ หนูกลับบ้านไม่ได้ ” เราเข้าไปนั่งพนมมืออยู่หน้าท่านเจ้าอาวาส
“ ยังไงล่ะ ไหนเล่าให้ฟังซิ ” เจ้าอาวาสถามพร้อมยิ้มน้อยๆ
ไม่ได้ตกใจ กับการทะเล่อทะร่าเข้ามาของเรา
เราก็เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ท่านเจ้าอาวาสฟัง
“ ไหนเอาข้าวของมาให้ดูหน่อยซิ ” ท่านเจ้าอาวาสรื้อของที่เราได้มาจากแม่ค้ามอญ
ของที่รื้อออกมา เต็มไปด้วยของที่เป็นมนตร์ดำ คุณไสย
พอท่านรื้อออกมาอีก ก็เจอ แมลงอะไรไม่รู้ ตัวโตเท่าฝ่ามือ อยู่ในอาหารในห่อนั้น
แมลงโดดหนีออกไปจากมือท่าน
สุนัขที่เลี้ยงไว้ รี่เข้าไปจัดการกับแมลงนั้น ฝังเขี้ยวลงไป
ระหว่างที่นั่งดู เราก็คิดว่า เพราะของพวกนี้เอง ที่ทำให้เรากลับบ้านไม่ได้
“ เอ้า กลับบ้านได้แล้ว ”
....................................................................................... ตื่นได้แล้ว .. ตื่น ตื่น
โอวววว นี่เราฝันไปนี่เอง
ทำไม ...มาฝันเอาวันสุดท้ายที่จะกลับ ฝันน่ากลัวมั่กมาก...
เสียงสุดท้ายของท่านเจ้าอาวาสยังดังก้องอยู่ในหู
พี่วิว่า เรานอนหลับสนิทมาก เรียกตั้งนานกว่าจะตื่น
เราเล่าความฝันให้พี่วิฟัง พี่วิบอกว่า ไม่เป็นไร ไม่มีอะไร
แสดงว่าท่านเจ้าอาวาสช่วยเราแล้ว
คงมีเหตุการณ์อะไรที่ไม่ดีๆ กับเรา ... แล้วเราก็ได้มาที่วัดนี้
ท่านได้ช่วยเหลือเราแล้ว ...........พี่วิว่าอย่างนั้น
พี่วิบอกว่า .... ให้เราเรียกเจ้าอาวาสว่า ...หลวงพ่อ... ได้แล้ว เฮ้อ! โล่งอก
เช้านี้ ไปที่วิหาร 100 เมตร แต่เช้าตรู่ พอไปถึงก้อบุกไปหาของกินก่อน
พวกเรากินข้าวต้มเสร็จ ก็เข้าไปรอที่วิหารแก้ว
วันนี้ เป็นงานใหญ่ มีพระเถระผู้ใหญ่มาจากทั่วสารทิศ
งานตอนเช้า ผู้คนก็ล้นหลามเช่นเคย
พี่วิ บอกว่า ในระหว่างที่พระสวด เราสามารถอธิษฐานขออะไรก็ได้ 3 อย่าง
เอาล่ะสิ ... ขออะไรดีหว่า
นึกออกล่ะ ...............
1. ขอให้ถูกหวย รางวัลใหญ่ๆๆ
2. ขอให้ปัญหาทุกปัญหาที่เราเจอในชีวิต เราสามารถหาทางแก้ไขได้ทุกปัญหา
และสุดท้าย ขอนิพพานชาตินี้
พี่วิบอกว่า ต้องอธิษฐานตอนที่พระสวดในท่อน .... (จำไม่ได้แล้ว)
เราก้อนั่งท่องไว้ รอโอกาสที่จะอธิษฐาน
... พิธีการเริ่มขึ้น ................................ จน จบพิธี
เอ... แล้วไอ้ท่อนสวดนั้น มันอยู่ตรงไหนอ่ะ สวดจบแล้วนี่
จ๋อยๆๆ พลาดไปซะแหล๋ววววว
โอ๊ย ตายๆ หลวงพ่อเจ้าขา ขออภัยในความผิดพลาด
ขอหนูอธิษฐานย้อนหลังได้มั้ยคะ ฮือๆๆ
ออกมาจากวิหาร เราแยกตัวไปเก็บของ
ส่วนพี่วิ และเด็กๆ ไปช่วยแจกเบเกอรี่
ขึ้นรถสามล้อ ...
“ เออ หนู แถวนี้มีเอทีเอ็มหรือเปล่า พอดีเงินหมด ลุงอยากได้หนังสือเล่มนี้ ”
ชายวัยกลางคนที่นั่งตรงข้ามเอ่ยขึ้น พลางชูหนังสือเล่มหนา สีเงินสวยงาม
เป็นหนังสือพ่อสอนลูก ที่จะแจกเมื่อทำสังฆทาน 1,000 บาทขึ้นไป
เราเคยเห็นเล่มนี้แล้วล่ะ ด้านหลังเป็นสมเด็จองค์ปฐมสีเงินสวยมากจริงๆ
อยากได้ แต่ปัจจัยไม่พอ ...
“ เอทีเอ็ม ต้องเข้าไปกดในเมืองค่ะ หนูก็อยากได้หนังสือ แต่เงินหมดเหมือนกัน ”
อ่ะ ... เกิดกิเลสอีกแล้ว คุณลุงน๊า ไม่น่าทำให้หนูอยากได้อีกเล้ยยย
... อุตส่าห์ตัดใจแล้วเชียว
หลังจากแพคกระเป๋าเสร็จ เราก็คิดจะเข้าไปกดเงินในเมือง
ความจริงในเอทีเอ็มมีอยู่แค่สี่ร้อยกว่าเท่านั้นล่ะ
( ก้อตกงานนี่นา ไม่มีเงินแล้ว ฮือ! เศร้า )
แต่ว่า ก่อนมาวัด เพื่อนที่ยืมเงินไป บอกว่าจะคืนให้
ดีล่ะ ... ลองไปกดเงินดูหน่อย
ระหว่างยืนรอรถ มีผู้ชายอีกฝั่งถนน ตะโกนถามเรา
“ น้องๆ จะไปไหน เข้าในเมืองหรือเปล่า ”
“ ค่ะ ”
“ งั้น ไปรถพี่ก็ได้ พี่จะเข้าไปในเมืองอยู่แล้ว ”
แล้วพี่เค้าก็ขี่รถจักรยานยนต์ข้ามถนนมารับ
ในใจเราก็คิดว่า โชคดีจัง ... เจอคนใจดี
อยู่วัดเนี่ย .... ได้เจอแต่อะไรดีๆ เนอะ
“ พี่ต้องเข้าไปธุระในเมืองหรือคะ ” เราถาม
“……”
“ แล้วนี่ พี่จะคิดค่ารถเท่าไหร่อ่ะ ” เราถามอีก
“ เอ่อ แล้วแต่น้องจะให้แล้วกัน ”
แล้วเราก็คุยให้เค้าฟังว่าจะไปกดเงิน เพราะอยากได้หนังสือ
แต่ไม่รู้ว่า เอทีเอ็มจะมีเงินพอหรือเปล่า
“ ถ้าไม่มี ยืมพี่ก่อนก็ได้ ”
โห พี่ ... ใจดีจัง ... แต่พอเราบอกว่า ต้องใช้เงินพันนึง
ดูพี่เค้า ...เงียบไป
... ยอดเงินคงเหลือ 416 บาท
โอยยยย ... ฝันสลาย ......................อ่ะ ไม่เป็นไร
ไว้คราวหน้าเตรียมเงินมาก็ได้
แล้วเราก็กดเงินออกมา 400 บาท
เพื่อไว้เป็นค่ารถกลับ กทม. และคิดว่าจะไว้ถวายสังฆทานอีก 100 บาท
ก็จะเหลือเงินอีกร้อยกว่าบาทเท่านั้นเอง
เมื่อรถกลับมาส่งที่วัด ........
“ ค่ารถ 80 ครับ ” ........... ว๊ากกกกกกกกกก อะไรกันเนี่ย พี่ ... จะปล้นกันหรือไง
“ โห แปดสิบบาท ไหนว่า จะให้เท่าไหร่ก้อได้ไงพี่
เนี่ย เดี๋ยวหนูต้องไปทำสังฆทานด้วย ลดหน่อยนะ ” เราต่อรอง
“ งั้นหกสิบแล้วกัน ” เค้าเสนอ
“ สี่สิบน่า ” เราต่ออีก
“ งั้นครึ่งทาง ห้าสิบ ” เรายื่นคำขาดสุดท้าย
เค้ารับเงินและทอนมา 50 บาท
เรารู้สึกว่า ไม่น่าโง่แต่แรกเล้ยยย พ.ศ. นี้แล้ว ใครจะใจดีให้นั่งรถ ฟรี..
โอย ... เสียจิต เงินก็ไม่มี หนังสือก็ไม่ได้ ... แถมยังต้องเสียค่ารถแพงอีก วุ้ย ...มะโห
แต่ความมะโห ก็จางไป เมื่อได้ไปตะลุยกินตามร้านต่างๆ
เอ... พี่วิ ไปไหนหว่า สงสัยไปช่วยที่โรงขนมปัง
เพราะว่า ยังต้องทำขนม เพื่อถวายพระ ตอนเพลอีก
มีคนใจดี ให้ยืมจักรยาน
เราได้ขี่จักรยานไปรอบๆ วัด เที่ยวชมก่อนกลับ สบายใจดีจัง
ไปถึงโรงขนมปัง ... ไม่มีพี่วิ และเด็กๆ ไปไหนกันเนี่ย!!!
ไม่เป็นไร ช่วยคุณแม่ชีก่อน กะลังวุ่นเลย...
รีบมากกกกก ... เกือบไม่ทันแน่ะ
แล้วเราก็ลาคุณแม่ชีกลับ ได้ของดีติดมือกลับมาด้วย ... ขอบคุณค่า
หวังว่า หนูคงมีบุญได้มาช่วยคุณแม่อีกนะคะ
คุณแม่ชี สมฉายามากเลย ... อึดเบเกอรี่... ตัวจริง เสียงจริง
ตั้งแต่เห็น คุณแม่ชีได้พักน้อยกว่าใคร (ทั้งที่มีโรคประจำตัว ต้องทานยาหลายขนาน)
ยกนิ้วให้เลยจริงๆ ...
ปล. ใครสนใจมาช่วยคุณแม่ชี แวะมาได้ที่โรงขนมปัง วัดท่าซุงนะเจ้าคะ
เราได้เข้าร่วมงานตอนเพล ถวายภัตตาหารเพลแก่พระภิกษุเป็นงานสุดท้าย
เกือบจะไม่ได้เข้าไปในวิหาร เพราะกว่าเราจะปั่นจักรยานออกมา...ไกล...เหนื่อยมาก
พอเข้าไปด้านใน พวกทหารกันคนให้นั่งอยู่แต่ข้างนอก
เอ... แล้วเราจะเข้าไปได้ไง
วุ๊ย ... บารมีหลวงพ่อ เดินงุดๆ ผ่านหน้าทหารไปเลย
ไม่เห็นมีใครพูดอะไร ... โชคดีจัง
เข้าไปพระกำลังจะเริ่มสวดแล้ว หาพี่วิไม่เจอ ... นั่งคนเดียวก็ได้
พอสวดจบ รอประเคนอาหาร เราก็เห็นกลุ่มพี่วิพอดี
เข้าไปรวมกลุ่มด้วย ... พี่วิ พาเด็กๆ ไปไหว้องค์ปฐมมา
เรานั่งมองพระท่านฉันภัตตาหารด้วยความอิ่มเอมในหัวใจ
เพราะส่วนหนึ่ง ของอาหารนั้น ...เรามีส่วนร่วมด้วย
........................ อึดเบเกอรี่ ..............................
อะแฮ่ม! ... เรื่องเล่าของเด็กอนุบาล ก็คงจะจบแต่เพียงเท่านี้
.................ขอได้รับความขอบคุณ............... ( ทำเสียงพากย์แบบ CVD ด้วยนะ )
หลวงพ่อเจ้าอาวาส ..หลวงพี่สมนึก..แม่ชีเฉลิม..แม่ชีใจดีประจำห้อง
พี่วิ พี่กิ๊ก พี่จิต และเจ้าพวกลิงหน้าพลับพลา (นามสมมุติ)
และทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้พึ่งพาอาศัยร่มใบบุญของวัดท่าซุง
ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน หลวงพ่อฤาษีลิงดำ
อ้อ! The END ยังไม่ขึ้น
ลืมเล่าตอนจบ ...
ก่อนออกจากวิหาร เราเข้าไปกราบหลวงพ่อเจ้าอาวาส
เราไปนั่งตรงหน้าท่าน แล้วส่งกระแสจิต (อิอิ)
... หลวงพ่อเจ้าคะ หนูขอบพระคุณที่ช่วยหนูในฝัน
ท่านมองมาที่หนูหน่อยสิเจ้าคะ หนูจะได้กราบลา
คิดอยู่แป๊บเดียว ... ท่านก็มองมา พร้อมกับยิ้มน้อยๆ
เราก้มลงกราบด้วยความศรัทธาเต็มหัวใจ
“ เอ๊า ... กลับบ้านได้แล้ว ”
กระแสเสียงอ่อนโยนของหลวงพ่อเจ้าอาวาสดังก้องอยู่ในใจ
จบแล้ว ... The END.
0 Responses to "ความรู้เท่าหางอึ่ง ดั้นนน..ทะลึ่ง!! อยากจะเขียน (5)"
แสดงความคิดเห็น